ตื่นรู้ ดูชีวิต
ความพึงพอใจในการดำเนินชีวิต เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญสำหรับใครหลายคน ที่ยังคงปลื้มมีกะจิตกะใจที่จะหายใจกับก้าวย่างบนพื้นโลกได้อย่างเบิกบาน พร้อมกับภารกิจการแสวงหาความพึงพอใจกับการมีชีวิตที่เสพออกซิเจนไปวันๆ มนุษย์กับการก้าวย่างบนวิถีชีวิตที่ไม่มีการสำรวจบนพื้นฐานของความเชื่อ ความคิด และความเคยชิน กับทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ล้วนแล้วแต่เกิดจากกรอบหรือพันธนาการอะไรบางอย่าง ที่บดบังสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ ไม่มีใครบอกได้ว่ามันคืออะไร เว้นเสียจากมนุษย์ผู้ได้ชื่อว่า มีใจสูง ดีเลิศ ประเสริฐ ได้ด้วยการฝึก จึงจะสามารถเข้าถึงและนำออกมาใช้ได้ จึงจะอยู่อย่างรู้ตื่นกับการมาอยู่บนโลกใบนี้ สิ่งนั้นคือ ศักยภาพของความเป็นมนุษย์
มันคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า หากวันใดเราไปบอกกับใครเขาว่า เราเกิดมาเพื่อเป็นอะไรก็ได้ ตามที่เราปรารถนา เหมือนนักเรียนที่เรียนยอดแย่ แต่เขาสามารถเปลี่ยนตัวเองไปเป็นที่หนึ่งในชั้นได้ มีคนขอทานข้างถนน เล่าให้ฟังว่า คุณสามารถมีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้ สามารถประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานได้และเปลี่ยนชีวิตไปเป็นคนละคนได้ ปุถุชนที่มีกิเลส หรือภิกษุสงฆ์องค์สามเณร ก็เลือกที่จะมีชีวิตที่บริสุทธิ์หลุดพ้นถึงซึ่งความเกษมของชีวิตได้ เราสามารถเป็นอะไรก็ได้ในสิ่งที่เราปรารถนา ขอเพียงคุณค้นพบพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่หลบหน้าอยู่ภายในความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน
ในความเป็นมนุษย์ ทุกคนล้วนมีศักยภาพทั้งสิ้น เพียงแต่มนุษย์โดยส่วนมาก ยังหลงและอาจจะลืมไปแล้วว่าตนเองมีอะไรอยู่ ซ้ำร้ายยังดูหมิ่นตนเองด้วยการดูถูกศักยภาพตน แทนที่จะนำเอาศักยภาพแห่งความเป็นคนของเขาออกมา แล้วเอาใจใส่ ตระหนักรู้และเห็นถึงความสำคัญ เพื่อบำรุงหล่อเลี้ยงส่งเสริมให้เกิดวิวัฒนาการ จนสามารถนำออกมาใช้ได้สำเร็จสมประสงค์ดังที่เราปรารถนา แต่มีน้อยนักที่มนุษย์จะทำได้ เพราะส่วนมากถูกกลืนอิสรภาพทางปัญญาและความเชื่อมั่นในตัว ด้วยวิถีชีวิตสภาพสังคมอันสับสนวุ่นวาย ในชีวิตที่ถูกตีกรอบด้วยรูปแบบของประเพณีและความเชื่อผิดๆ ศักยภาพและความสามารถที่มนุษย์ใช้ จึงกลายเป็นเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิตเท่านั้น โดยที่มนุษย์หารู้ไม่ว่าเขามีศักยภาพสูงกว่านั้น
มีเรื่องเล่าว่าในสมัยที่ประธานาธิบดีอับราฮัม ริงคอน สมัยเป็นเด็ก เขามักจะเที่ยวเล่าความใฝ่ฝัน ความนึกคิดของตนเองให้คนในหมู่บ้านฟังอยู่เสมอว่า “โตขึ้นฉันจะเป็นประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา” ใครหลายคนเมื่อได้ฟังเรื่องราวของเด็กคนนี้ที่กล่าวด้วยความมั่นใจ ต่างก็พากันหัวเราะเยาะกันใหญ่ บางคนไม่แยแสแล้วยังกล่าวเหยียดหยามเหมือนสร้างแผลให้ดูต่างหน้าในใจว่า “น้ำหน้าอย่างเองเนียนะจะเป็นประธานาธิบดี หาข้าวใส่หม้อเย็นนี้ให้ได้ก่อนเถอะเจ้าหนู” คำพูดที่ริงคอน ได้รับอาจจะไม่สวยหรู แต่เขากลับมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า เขาสามารถเป็นอย่างที่เขาต้องการได้จริงๆ เมื่อหนูน้อยริงคอนลงหลักปักฐานด้านความเชื่ออันเปรียบเสมือนเมล็ดพันธ์แห่งความศรัทธาที่ฝังแน่นภายในจิตใจของเขา นับตั้งแต่วันนั้นมาไม่ว่าจะทำงานการใดๆ สิ่งที่หนุ่มน้อยริงคอนมักจะทำอยู่เสมอไม่ต่างอะไรกับการหายใจ คือ การอ่านหนังสือ วันๆ เขาจะอ่าน อ่าน อ่าน นั่งบนหลังม้าพร้อมกับการอ่านหนังสือตระโกนเสียงก้องไปทั่ว
ใครผ่านไปผ่านมาต่างก็พากันหัวเราะ “ไอ้เด็กบ้ารึบังอาจฝันอยากเป็นประธานธิบดี ช่างไม่รู้ดูตนเสียนี้กระไร” เมื่อกาลเวลาผ่านไป ริงคอนเด็กหนุ่มบ้านนอกธรรมดา ก็สามารถวิวัฒนาการชีวิตของตนขึ้นมาสู่จุดที่ๆ เขาปรารถนาได้ แล้วอะไรคือสิ่งที่ริงคอนมี หรือแม้แต่บุคคลสำคัญๆ ของโลกที่เขาสามารถประสบผลสำเร็จในชีวิต ในหน้าที่การงานได้ มันเป็นเพราะอะไร? แล้วทำไมเราจะทำเช่นนั้นไม่ได้
ในโลกแห่งความเป็นจริง จุดเริ่มต้นของความเป็นไปของชีวิต และรูปแบบการดำเนินชีวิต ล้วนแต่เริ่มที่ความคิดของคนๆ นั้นเป็นสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น หากในเวลานี้ ใครคิดแต่เรื่องแย่ๆ มันจะกลายเป็นเรื่องเบิกบานมีความสุขไปไม่ได้ นอกจากจะหลอกตนเอง แต่หากเราเปรียบเทียบกับอีกคนๆ หนึ่ง เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกัน แต่กลับมีความคิดความเชื่อต่างไปจากคนอื่น สิ่งที่ชาวบ้านเขามองว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เขากลับมีความเชื่อว่ามันสามารถเป็นไปได้ ขึ้นอยู่ที่ว่าเขาต้องการหรือไม่เท่านั้น ในการดำเนินชีวิตของคนๆ หนึ่ง สิ่งที่มีอิทธิพลมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ ความคิด (Thought) เขามีความเชื่ออย่างไร คิดอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้จะส่งผลต่อชีวิตเขาทั้งสิ้น คุณคิดอย่างไร เชื่ออย่างไร คุณก็จะใช้ชีวิตตามแบบที่คุณเชื่อที่คุณคิด ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาของคนนั้น
มีเรื่องเล่าว่า นกชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ตามชายฝังทะเลของประเทศอังกฤษ หาอาหารด้วยการบินไปตามเรือประมง เพื่อโฉบฉกฉวยเอาเศษปลาแห้งจากเรือประมง พฤติกรรมประจำวันของมันแต่ละวันคือ ตอนเช้ากระพือปีกแต่เช้ามืด บินกันไปเป็นฝูง นกเหล่านี้ มีกฎกติกาข้อตกลงร่วมกันของฝูงอยู่ว่า 1) ห้ามนกทุกตัวในฝูงบินสูงเกินกว่าที่ฝูงตกลงไว้ และ 2) การบินจะต้องอยู่ในความเร็วที่กำหนดด้วย หากมีนกตัวใดบังอาจละเมิดกฎระเบียบ อันเป็นวิถีปฏิบัติที่ถือกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสืบต่อมาช้านาน บรรดานกเหล่านั้นจะต้องถูกหมักดองวัฒนธรรมความเชื่อดังกล่าวให้อยู่ในรูปแบบเดิมคงสภาพนานที่สุดเท่าที่จะนานได้
อยู่มาวันหนึ่ง โจนาทาน ลิฟวิงสตัน นกหนุ่มผู้มีความแปลกแยกทางความคิด มองต่างมุมเดิมของชีวิตนกทั้งหลาย ผิดแผกจากบรรดานกตัวอื่นๆ มันเรียนรู้ที่จะบินมากกว่าเพียงเพื่อการหาอาหารประทังชีวิตไปวันๆ ความคิดของนกตัวนี้ เห็นว่าการบินคือ การขุดค้นศักยภาพภายในที่เขามีอยู่แล้ว เพียงแค่เขาใส่ใจและเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่เขาทำ นกผู้พ่อมักจะห้ามความคิดแปลกๆ ของโจนาทานอยู่เสมอว่า “นกอย่างเราเกิดมา เพียงเพื่อที่จะกินเท่านั้น อีกไม่นานเราก็จะตาย จึงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคการบินอีกต่อไป เพราะการกระพือปีกของเราก็เพื่อหาอาหารเท่านั้น เรื่องการบินสูงปล่อยให้เป็นหน้าที่นกอินทรีย์ไป” นี้คือคำพูดของนกผู้พ่อที่ไม่ต่างอะไรกับการเหยียบย่ำเมล็ดพันธ์แห่งศักยภาพในตัวเขา ที่พร้อมเจริญเติบโตและผลิบานเป็นประโยชน์ต่อใครๆ แต่แล้วในที่สุดความธรรมดาแห่งศรัทธาความเชื่อที่บ่มเพราะมานานก็ถึงกาลอันควร โจนาทานนกหนุ่มกับความอาจหาญทางความคิดของเขา เขาสามารถแสดงให้เหล่าบรรดานกในฝูงเห็นว่า นกอย่างเราๆ ก็สามารถบินในระดับความเร็วและความสูงได้ ไม่ต่างอะไรกับนกอินทรีย์ อันเป็นการหักล้างทางความเชื่อแต่เดิมมา จนตกเป็นตระกอนทางความคิดฝังลึกในจิตใจ ว่าเราไม่สามารถทำได้ในสิ่งที่เราปรารถนา ในกาลครั้งหนึ่งของชีวิตที่เกิดมาบนโลกใบนี้
ด้วยพลานุภาพแห่งความศรัทธาที่เชื่อมั่น มันคือสิ่งเดียวที่จะทำให้มนุษย์เข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของเขาได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า มนุษย์มักจะหลงลืมและไม่เชื่อในศักยภาพอันหาขีดจำกัดได้ยาก ที่ซุกซ้อนอยู่ภายในตนเอง เรามัวแต่วิ่งวุ่นไปกับการดำเนินชีวิตภายใต้กรอบที่ใครต่อใครกำหนดไว้ หรือแม้แต่สังคมขีดให้หลงใหลได้ปลื้มไปกับคำชื่นชมในแต่ละวัน จนทำให้เกิดความพึงพอใจ โดยไม่รู้เท่าทันว่าตนได้กลายเป็นอาณานิคมทางความคิดของคนอื่นไปเรียบร้อยแล้ว และนี้คือ รูปแบบการดำเนินชีวิตที่น่าสังเวชอีกรูปแบบหนึ่ง
หากจะกล่าวถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตที่พึงประสงค์และควรจะเป็น แล้วให้เราเลือกระหว่างของจริงกับของปลอม เช่น รูปแบบการดำเนินจริงๆ เหมือนพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงมีทัศนะคติความเชื่อในการดำเนินชีวิตเช่นไร และให้ยึด ณ จุดนั้นเป็นแบบอย่างแบบแผนปรับใช้ในชีวิตของเรา แล้วโอกาสในการหลงทางของชีวิตเรามันจะน้อยลง การประสบพบเจออะไรต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมีเปอร์เซ็นต์เป็นของจริงสูงมาก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่พุทธองค์ทรงพร่ำสอนล้วนแต่เป็นของจริงทั้งสิ้น ขอแค่เราศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง ชีวิตที่อยู่ในช่วงมืดมิด กำลังบ่งบอกว่า อีกไม่นานแสงสว่างจะมาถึง ประดุจดังความมืดยามรุ่งอรุณ คงไม่นานพระอาทิตย์จะฉายรัศมีสีทองให้โลกสว่างขึ้นฉันนั้น แต่หากปรารถนารูปแบบการดำเนินชีวิตที่เป็นของปลอม การดำเนินชีวิตก็จะไม่เจริญรุ่งโรจน์ในทางปัญญา ลักษณะชีวิตของคนประเภทนี้ เราสามารถเทียบเคียงได้กับเส้นทางในวิถีธรรมชาติ “ธรรมชาติของน้ำชอบไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใด ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ที่ขาดการฝึกฝน ก็มักจะไหลลงสู่ที่ต่ำฉันนั้น” หากเราไม่เรียนรู้ที่จะบังคับฝึกฝืนใฝ่รู้สู้สิ่งยาก สุดท้ายก็จะกลายเป็นทาสตลอดไป
มนุษย์ทุกคนเกิดมากอปรพร้อมด้วยความหวังและเป้าหมายในชีวิตกันทุกคน แต่ใช่ว่าทุกคนจะสมหวัง ผู้เขียนขอหยิบยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ตนเองประสบมาเล่าดังนี้ วันหนึ่งมีโอกาสได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนจำพรรษาอยู่ ซึ่งขณะนั้น ชีวิตกำลังอยู่ในช่วงแห่งความสับสน จึงเข้าไปกราบเรียนถามท่านว่า อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนเราประสบผลสำเร็จในชีวิต ท่านตอบด้วยความเมตตาว่า โดยปกติแล้วคนเราทำอะไรก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีความอยากเป็นตัวนำ อยากทำอย่างนั้น อยากทำอย่างนี้ แต่สำคัญอยู่ที่ว่าความอยากนั้นมันไปในแนวทางไหน หากอยากในทางที่สร้างสรรค์ดีงามก็เรียกว่ากุศล แต่ถ้าอยากในทางที่ฉิบหายมันคือกิเลส ส่วนผลของความอยากนั้นมันจะประสบผลสำเร็จสักกี่มากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่าความอยากนั้นๆ มันเป็นความอยากจริงๆ หรือแค่อยากเล่นๆ ถ้าอยากจริงๆ เส้นทางสู่จุดหมายในสิ่งที่เราปรารถนาปัญหาและอุปสรรคต่างๆ จะไม่มีผลต่อจิตใจเราแต่อย่างใด แถบจะไม่อยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ แต่หากความอยากนั้นแค่อยากเล่นๆ ทำได้ไม่นานสุดท้ายที่สุดแล้วก็ล้มเลิกไปในไม่ช้าก็ล้มเหลว และท่านแนะนำว่า “ไอ้สิ่งที่เราต้องการนะ เราต้องการจริงๆ หรือแค่เล่นๆ”
เป็นคำถามที่เราก็คงมีคำตอบ อยู่ในใจกันทุกคน ความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่เราสามารถก้าวไปถึงได้ เพียงเราทุกคนเปิดใจและเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งเท่านั้น