วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ตื่นรู้ ดูชีวิต

ความพึงพอใจในการดำเนินชีวิต เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญสำหรับใครหลายคน ที่ยังคงปลื้มมีกะจิตกะใจที่จะหายใจกับก้าวย่างบนพื้นโลกได้อย่างเบิกบาน   พร้อมกับภารกิจการแสวงหาความพึงพอใจกับการมีชีวิตที่เสพออกซิเจนไปวันๆ   มนุษย์กับการก้าวย่างบนวิถีชีวิตที่ไม่มีการสำรวจบนพื้นฐานของความเชื่อ ความคิด และความเคยชิน กับทุกเรื่องที่คิด   ทุกกิจที่ทำ  ทุกคำที่พูด ล้วนแล้วแต่เกิดจากกรอบหรือพันธนาการอะไรบางอย่าง  ที่บดบังสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์   ไม่มีใครบอกได้ว่ามันคืออะไร  เว้นเสียจากมนุษย์ผู้ได้ชื่อว่า  มีใจสูง  ดีเลิศ  ประเสริฐ  ได้ด้วยการฝึก  จึงจะสามารถเข้าถึงและนำออกมาใช้ได้   จึงจะอยู่อย่างรู้ตื่นกับการมาอยู่บนโลกใบนี้  สิ่งนั้นคือ ศักยภาพของความเป็นมนุษย์
          มันคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า   หากวันใดเราไปบอกกับใครเขาว่า เราเกิดมาเพื่อเป็นอะไรก็ได้ ตามที่เราปรารถนา   เหมือนนักเรียนที่เรียนยอดแย่   แต่เขาสามารถเปลี่ยนตัวเองไปเป็นที่หนึ่งในชั้นได้ มีคนขอทานข้างถนน   เล่าให้ฟังว่า คุณสามารถมีชีวิตที่ดีกว่านี้ได้   สามารถประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานได้และเปลี่ยนชีวิตไปเป็นคนละคนได้   ปุถุชนที่มีกิเลส หรือภิกษุสงฆ์องค์สามเณร   ก็เลือกที่จะมีชีวิตที่บริสุทธิ์หลุดพ้นถึงซึ่งความเกษมของชีวิตได้   เราสามารถเป็นอะไรก็ได้ในสิ่งที่เราปรารถนา   ขอเพียงคุณค้นพบพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่หลบหน้าอยู่ภายในความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน  
ในความเป็นมนุษย์ ทุกคนล้วนมีศักยภาพทั้งสิ้น เพียงแต่มนุษย์โดยส่วนมาก ยังหลงและอาจจะลืมไปแล้วว่าตนเองมีอะไรอยู่   ซ้ำร้ายยังดูหมิ่นตนเองด้วยการดูถูกศักยภาพตน  แทนที่จะนำเอาศักยภาพแห่งความเป็นคนของเขาออกมา แล้วเอาใจใส่   ตระหนักรู้และเห็นถึงความสำคัญ   เพื่อบำรุงหล่อเลี้ยงส่งเสริมให้เกิดวิวัฒนาการ จนสามารถนำออกมาใช้ได้สำเร็จสมประสงค์ดังที่เราปรารถนา   แต่มีน้อยนักที่มนุษย์จะทำได้ เพราะส่วนมากถูกกลืนอิสรภาพทางปัญญาและความเชื่อมั่นในตัว   ด้วยวิถีชีวิตสภาพสังคมอันสับสนวุ่นวาย  ในชีวิตที่ถูกตีกรอบด้วยรูปแบบของประเพณีและความเชื่อผิดๆ   ศักยภาพและความสามารถที่มนุษย์ใช้ จึงกลายเป็นเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิตเท่านั้น   โดยที่มนุษย์หารู้ไม่ว่าเขามีศักยภาพสูงกว่านั้น  
          มีเรื่องเล่าว่าในสมัยที่ประธานาธิบดีอับราฮัม  ริงคอน  สมัยเป็นเด็ก  เขามักจะเที่ยวเล่าความใฝ่ฝัน ความนึกคิดของตนเองให้คนในหมู่บ้านฟังอยู่เสมอว่า   “โตขึ้นฉันจะเป็นประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา”  ใครหลายคนเมื่อได้ฟังเรื่องราวของเด็กคนนี้ที่กล่าวด้วยความมั่นใจ   ต่างก็พากันหัวเราะเยาะกันใหญ่   บางคนไม่แยแสแล้วยังกล่าวเหยียดหยามเหมือนสร้างแผลให้ดูต่างหน้าในใจว่า “น้ำหน้าอย่างเองเนียนะจะเป็นประธานาธิบดี หาข้าวใส่หม้อเย็นนี้ให้ได้ก่อนเถอะเจ้าหนู”  คำพูดที่ริงคอน ได้รับอาจจะไม่สวยหรู  แต่เขากลับมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า เขาสามารถเป็นอย่างที่เขาต้องการได้จริงๆ  เมื่อหนูน้อยริงคอนลงหลักปักฐานด้านความเชื่ออันเปรียบเสมือนเมล็ดพันธ์แห่งความศรัทธาที่ฝังแน่นภายในจิตใจของเขา   นับตั้งแต่วันนั้นมาไม่ว่าจะทำงานการใดๆ   สิ่งที่หนุ่มน้อยริงคอนมักจะทำอยู่เสมอไม่ต่างอะไรกับการหายใจ  คือ  การอ่านหนังสือ วันๆ เขาจะอ่าน อ่าน อ่าน นั่งบนหลังม้าพร้อมกับการอ่านหนังสือตระโกนเสียงก้องไปทั่ว
               ใครผ่านไปผ่านมาต่างก็พากันหัวเราะ “ไอ้เด็กบ้ารึบังอาจฝันอยากเป็นประธานธิบดี ช่างไม่รู้ดูตนเสียนี้กระไร”   เมื่อกาลเวลาผ่านไป ริงคอนเด็กหนุ่มบ้านนอกธรรมดา ก็สามารถวิวัฒนาการชีวิตของตนขึ้นมาสู่จุดที่ๆ เขาปรารถนาได้  แล้วอะไรคือสิ่งที่ริงคอนมี   หรือแม้แต่บุคคลสำคัญๆ ของโลกที่เขาสามารถประสบผลสำเร็จในชีวิต  ในหน้าที่การงานได้ มันเป็นเพราะอะไร?  แล้วทำไมเราจะทำเช่นนั้นไม่ได้
          ในโลกแห่งความเป็นจริง จุดเริ่มต้นของความเป็นไปของชีวิต และรูปแบบการดำเนินชีวิต ล้วนแต่เริ่มที่ความคิดของคนๆ นั้นเป็นสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น  หากในเวลานี้ ใครคิดแต่เรื่องแย่ๆ   มันจะกลายเป็นเรื่องเบิกบานมีความสุขไปไม่ได้   นอกจากจะหลอกตนเอง   แต่หากเราเปรียบเทียบกับอีกคนๆ หนึ่ง เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกัน แต่กลับมีความคิดความเชื่อต่างไปจากคนอื่น สิ่งที่ชาวบ้านเขามองว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้   แต่เขากลับมีความเชื่อว่ามันสามารถเป็นไปได้ ขึ้นอยู่ที่ว่าเขาต้องการหรือไม่เท่านั้น ในการดำเนินชีวิตของคนๆ หนึ่ง สิ่งที่มีอิทธิพลมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ ความคิด (Thought) เขามีความเชื่ออย่างไร คิดอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้จะส่งผลต่อชีวิตเขาทั้งสิ้น คุณคิดอย่างไร เชื่ออย่างไร คุณก็จะใช้ชีวิตตามแบบที่คุณเชื่อที่คุณคิด   ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาของคนนั้น
         มีเรื่องเล่าว่า   นกชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ตามชายฝังทะเลของประเทศอังกฤษ   หาอาหารด้วยการบินไปตามเรือประมง   เพื่อโฉบฉกฉวยเอาเศษปลาแห้งจากเรือประมง   พฤติกรรมประจำวันของมันแต่ละวันคือ   ตอนเช้ากระพือปีกแต่เช้ามืด   บินกันไปเป็นฝูง นกเหล่านี้ มีกฎกติกาข้อตกลงร่วมกันของฝูงอยู่ว่า  1) ห้ามนกทุกตัวในฝูงบินสูงเกินกว่าที่ฝูงตกลงไว้   และ 2) การบินจะต้องอยู่ในความเร็วที่กำหนดด้วย   หากมีนกตัวใดบังอาจละเมิดกฎระเบียบ   อันเป็นวิถีปฏิบัติที่ถือกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสืบต่อมาช้านาน   บรรดานกเหล่านั้นจะต้องถูกหมักดองวัฒนธรรมความเชื่อดังกล่าวให้อยู่ในรูปแบบเดิมคงสภาพนานที่สุดเท่าที่จะนานได้
         อยู่มาวันหนึ่ง   โจนาทาน ลิฟวิงสตัน   นกหนุ่มผู้มีความแปลกแยกทางความคิด มองต่างมุมเดิมของชีวิตนกทั้งหลาย   ผิดแผกจากบรรดานกตัวอื่นๆ   มันเรียนรู้ที่จะบินมากกว่าเพียงเพื่อการหาอาหารประทังชีวิตไปวันๆ  ความคิดของนกตัวนี้ เห็นว่าการบินคือ การขุดค้นศักยภาพภายในที่เขามีอยู่แล้ว   เพียงแค่เขาใส่ใจและเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่เขาทำ   นกผู้พ่อมักจะห้ามความคิดแปลกๆ ของโจนาทานอยู่เสมอว่า  “นกอย่างเราเกิดมา เพียงเพื่อที่จะกินเท่านั้น อีกไม่นานเราก็จะตาย  จึงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคการบินอีกต่อไป เพราะการกระพือปีกของเราก็เพื่อหาอาหารเท่านั้น เรื่องการบินสูงปล่อยให้เป็นหน้าที่นกอินทรีย์ไป”   นี้คือคำพูดของนกผู้พ่อที่ไม่ต่างอะไรกับการเหยียบย่ำเมล็ดพันธ์แห่งศักยภาพในตัวเขา  ที่พร้อมเจริญเติบโตและผลิบานเป็นประโยชน์ต่อใครๆ   แต่แล้วในที่สุดความธรรมดาแห่งศรัทธาความเชื่อที่บ่มเพราะมานานก็ถึงกาลอันควร   โจนาทานนกหนุ่มกับความอาจหาญทางความคิดของเขา   เขาสามารถแสดงให้เหล่าบรรดานกในฝูงเห็นว่า นกอย่างเราๆ ก็สามารถบินในระดับความเร็วและความสูงได้ ไม่ต่างอะไรกับนกอินทรีย์   อันเป็นการหักล้างทางความเชื่อแต่เดิมมา   จนตกเป็นตระกอนทางความคิดฝังลึกในจิตใจ ว่าเราไม่สามารถทำได้ในสิ่งที่เราปรารถนา   ในกาลครั้งหนึ่งของชีวิตที่เกิดมาบนโลกใบนี้
             ด้วยพลานุภาพแห่งความศรัทธาที่เชื่อมั่น   มันคือสิ่งเดียวที่จะทำให้มนุษย์เข้าถึงสภาวะเดิมแท้ของเขาได้   แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า   มนุษย์มักจะหลงลืมและไม่เชื่อในศักยภาพอันหาขีดจำกัดได้ยาก ที่ซุกซ้อนอยู่ภายในตนเอง   เรามัวแต่วิ่งวุ่นไปกับการดำเนินชีวิตภายใต้กรอบที่ใครต่อใครกำหนดไว้ หรือแม้แต่สังคมขีดให้หลงใหลได้ปลื้มไปกับคำชื่นชมในแต่ละวัน จนทำให้เกิดความพึงพอใจ   โดยไม่รู้เท่าทันว่าตนได้กลายเป็นอาณานิคมทางความคิดของคนอื่นไปเรียบร้อยแล้ว  และนี้คือ รูปแบบการดำเนินชีวิตที่น่าสังเวชอีกรูปแบบหนึ่ง
               หากจะกล่าวถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตที่พึงประสงค์และควรจะเป็น   แล้วให้เราเลือกระหว่างของจริงกับของปลอม เช่น รูปแบบการดำเนินจริงๆ เหมือนพระพุทธองค์   พระพุทธองค์ทรงมีทัศนะคติความเชื่อในการดำเนินชีวิตเช่นไร   และให้ยึด ณ จุดนั้นเป็นแบบอย่างแบบแผนปรับใช้ในชีวิตของเรา   แล้วโอกาสในการหลงทางของชีวิตเรามันจะน้อยลง    การประสบพบเจออะไรต่างๆ   ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมีเปอร์เซ็นต์เป็นของจริงสูงมาก   เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่พุทธองค์ทรงพร่ำสอนล้วนแต่เป็นของจริงทั้งสิ้น   ขอแค่เราศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง    ชีวิตที่อยู่ในช่วงมืดมิด กำลังบ่งบอกว่า อีกไม่นานแสงสว่างจะมาถึง   ประดุจดังความมืดยามรุ่งอรุณ คงไม่นานพระอาทิตย์จะฉายรัศมีสีทองให้โลกสว่างขึ้นฉันนั้น   แต่หากปรารถนารูปแบบการดำเนินชีวิตที่เป็นของปลอม การดำเนินชีวิตก็จะไม่เจริญรุ่งโรจน์ในทางปัญญา ลักษณะชีวิตของคนประเภทนี้ เราสามารถเทียบเคียงได้กับเส้นทางในวิถีธรรมชาติ  “ธรรมชาติของน้ำชอบไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใด   ธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ที่ขาดการฝึกฝน  ก็มักจะไหลลงสู่ที่ต่ำฉันนั้น”  หากเราไม่เรียนรู้ที่จะบังคับฝึกฝืนใฝ่รู้สู้สิ่งยาก สุดท้ายก็จะกลายเป็นทาสตลอดไป
          มนุษย์ทุกคนเกิดมากอปรพร้อมด้วยความหวังและเป้าหมายในชีวิตกันทุกคน แต่ใช่ว่าทุกคนจะสมหวัง  ผู้เขียนขอหยิบยกตัวอย่างง่ายๆ  ที่ตนเองประสบมาเล่าดังนี้   วันหนึ่งมีโอกาสได้สนทนาธรรมกับพระอาจารย์ที่วัดแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนจำพรรษาอยู่   ซึ่งขณะนั้น ชีวิตกำลังอยู่ในช่วงแห่งความสับสน  จึงเข้าไปกราบเรียนถามท่านว่า   อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนเราประสบผลสำเร็จในชีวิต   ท่านตอบด้วยความเมตตาว่า  โดยปกติแล้วคนเราทำอะไรก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีความอยากเป็นตัวนำ   อยากทำอย่างนั้น  อยากทำอย่างนี้ แต่สำคัญอยู่ที่ว่าความอยากนั้นมันไปในแนวทางไหน   หากอยากในทางที่สร้างสรรค์ดีงามก็เรียกว่ากุศล   แต่ถ้าอยากในทางที่ฉิบหายมันคือกิเลส   ส่วนผลของความอยากนั้นมันจะประสบผลสำเร็จสักกี่มากน้อย  ก็ขึ้นอยู่กับว่าความอยากนั้นๆ มันเป็นความอยากจริงๆ หรือแค่อยากเล่นๆ ถ้าอยากจริงๆ  เส้นทางสู่จุดหมายในสิ่งที่เราปรารถนาปัญหาและอุปสรรคต่างๆ  จะไม่มีผลต่อจิตใจเราแต่อย่างใด แถบจะไม่อยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ   แต่หากความอยากนั้นแค่อยากเล่นๆ ทำได้ไม่นานสุดท้ายที่สุดแล้วก็ล้มเลิกไปในไม่ช้าก็ล้มเหลว   และท่านแนะนำว่า “ไอ้สิ่งที่เราต้องการนะ  เราต้องการจริงๆ หรือแค่เล่นๆ
เป็นคำถามที่เราก็คงมีคำตอบ อยู่ในใจกันทุกคน ความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่เราสามารถก้าวไปถึงได้ เพียงเราทุกคนเปิดใจและเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งเท่านั้น
             


วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ฝึกรัก หักอัตตา

                                                                                “ฝึกรัก หักอัตตา”

รักคือ อะไร ทำไมผู้คนจึงมีกิจกรรมเรื่องความรักทุกคน  มนุษย์เข้าใจในความรักมากน้อยแค่ไหน ความรักมีผลต่อวิถีชีวิตอย่างไร สัตว์เดรัจฉานมีความรักและมีปัญหาเหมือนมนุษย์หรือไม่ แล้วศาสนามีมุมมองในการแก้ปัญหาความรักได้อย่างไร
                จากคำถามที่ว่า รักคือ อะไร ไม่มีคำตอบใดเป็นมาตรฐานที่ตายตัว หากแต่เป็นคำตอบมาจากความรู้สึกที่หลากหลายจากผู้คนหลายวัย หลายกลุ่ม เด็กอาจตอบว่า ความรัก หมายถึงการรักพ่อแม่พี่น้องที่คอยดูแลเลี้ยงดูให้เขาเติบโต ความรักของเด็กจึงมีลักษณะที่ผูกพันและมีความรู้สึกที่ปลอดภัย ความบริสุทธิ์ของเด็กจะแสดงออกมาแบบไร้เดียงสาต่อพ่อแม่ ความรักของเด็กจึงถูกมองว่าใสซื่อ บริสุทธิ์เหมือนผ้าขาว ความรักเช่นนี้จะกลายเป็นต้นแบบของความรักที่สลับซับซ้อนต่อไปในวันข้างหน้า เมื่อเด็กๆเจริญเติบโต และในที่สุดก็จะกลายเป็นรักต้นแบบของลูกหลานของเขาสืบไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น
                สำหรับวัยรุ่น เป็นวัยที่สดใสร่าเริง มีมุมมองด้านความรักกว้างออกไปกว่าเด็ก ทั้งความคิด ความฝัน ความรู้สึกแปลกใหม่ที่น่าประทับใจ กลายเป็นความรักที่สดใส โดยอยู่บนฐานการเจริญวัยของกาย-ใจที่กำลังร่าเริง มีอารมณ์ ความรู้สึกทางจิตใจที่อยากรู้ อยากเห็น และอยากลอง จึงเกิดมุมมองต่อสัมพันธภาพกับเพศตรงข้ามไปในทางดึงดูด มีเสน่ห์จนก่อเกิดเป็นความรักขึ้น ซึ่งความหมายของความรักในวัยนี้ จะมีความคล้ายคลึงกัน คือ รักแบบร่าเริง สนุกเฮฮา รักแบบเพื่อน กินเที่ยวด้วยกัน พูดคุยปรึกษาหารือกัน จนกลายเป็นคนสนิทและไว้ใจกัน จากนั้นเมื่อความสัมพันธ์สุกงอมจึงกลายเป็นแบบคู่กัน ซึ่งไม่ต้องการเพื่อนมาก ความรักของเด็กวัยรุ่น จึงมีลักษณะเบื้องต้น คือ สนุก ท่ามกลาง คือ ความฝัน ที่สุด คือ อยากลองอยากรู้ ดังนั้น ความรักของวัยรุ่น จึงยังไม่มั่นคงและแน่นอน ถ้าจะตอบตามคำถาม คงตอบได้ว่า “รักง่าย ไหวเร็ว”
ความรักของวัยทำงานจะแตกต่างจากวัยรุ่น เพราะผ่านกิจกรรมของชีวิต จึงเกิดประสบการณ์ เกิดทักษะในการครองชีวิต มีมุมมองที่กว้าง และมั่นคงขึ้น แต่ความรักของผู้คนกลุ่มนี้ มีเจตนาซ่อนเร้นแอบแฝงในจิตใจของแต่ละคน ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างมาก เช่น เมื่ออยู่กันนาน ๆ เกิดการเบื่อหน่าย แอบมีใจกับคนใหม่ พฤติกรรมเปลี่ยนไป เกิดการทะเลาะกันบ่อย ถึงขั้นหย่าร้าง บางทีอาจทำร้ายร่างกายและฆ่ากันในที่สุด ความรักของคนวัยนี้ อยู่บนพื้นฐานของแต่ละคน นั่นคือ หากชายดี หญิงดี ย่อมอยู่ด้วยกันได้ยาวนาน  ตรงกันข้าม หากต่างคนต่างรักฉาบฉวย ในที่สุดก็จะแยกทางกัน ดังนั้น ความรักวัยนี้เป็นคนความรักที่ซ่อนกล เล่นเกมทางความรู้สึก และจบลงด้วยปัญหาครอบครัว
                ความรักของกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มวัยชรา แม้วัยนี้จะเป็นวัยที่พ้นรักไปแล้วก็ตาม แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความรู้ สึก เดินเหินได้ สุขภาพแข็งแรง ตราบนั้น มนุษย์ยังคงมีความรู้สึกไม่แตกต่างจากวัยอื่น ๆ นัก อาจมีเงื่อนไขเพียงสุขภาพร่างกายเท่านั้นที่เป็นปัญหา ส่วนสภาพจิตใจยังมีความบกพร่องทางความรัก ความอบอุ่น ความอ้างว้างฯ เหมือนกันผู้คนทั่ว ๆ ไป ความแตกต่างเรื่องความรักของคนกลุ่มนี้ คือ มีความรักเพื่อเติมความเหงา เติมความอบอุ่นใจ และเติมพลังให้ยืนหยัดในการต่อสู้กับความเสื่อมของร่างกายและจิตใจ  กระนั้น คนกลุ่มนี้ยังใช้ความรักไปในทางสร้างสรรค์เพื่อให้ชีวิตตัวเองมีค่า เช่น เลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นไม้ ทำกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา และสังคม เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชน ให้เกิดความรักและความสามัคคี ความรักเช่นนี้ อาจนิยามได้ว่า เป็นความรักเหนือรัก เหนือประโยชน์ตัวเอง เรียกว่า “เป็นความรักสากล”
                ความรักที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นความรักที่ต่างนิยาม ต่างวัยกัน ถึงกระนั้นก็ตาม ความหมาย ในเรื่องความรัก ก็ยังหาความหมายที่ตายตัวไม่ได้ นั้นหมายความว่า มนุษย์เข้าถึงความรักได้ลึกซึ้งแค่ไหน และจะถือเอาบุคคลใดเป็นแม่แบบให้ตายตัวในความรัก เพื่อให้เป็นมาตรฐานได้ หากมองในแง่ลบและแง่บวก เช่น คนอกหัก อาจจะมองว่า รักคือ การทรมานหรือการยอมเสียสละ สวนในแง่บวก หากถามคนที่กำลังมีความรักอยู่ อาจได้ความหมายในลักษณะที่สวยงาม มีพลัง ซึ่งมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตจิตใจในการเป็นอยู่บนโลกนี้
                หากนำเอาพฤติกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะเรื่องความรักไปเทียบเคียงกับสัตว์ต่าง ๆ รอบๆ ตัวเรา แล้วตั้งคำถามว่า สัตว์มีปัญหาความรักเหมือนเราหรือไม่ หากมี พวกมันแก้ปัญหาความรักหมือนมนุษย์หรือไม่ หากสัตว์ไม่ทำร้ายกันเพราะรักอย่างที่มนุษย์ทำ นั้นหมายความว่า มนุษย์มีวิธีแก้ปัญหาความรักได้ดีน้อยกว่าสัตว์หรือไม่ และมนุษย์ควรจะหามุมมองจากสัตว์ไปปรับใช้แก้ปัญหาความรัก อย่างไรก็ตาม มนุษย์ที่เป็นสัตว์ที่มีสมอง มีความคิด รู้จักวางแผนได้ดีกว่าสัตว์ และสามารถสร้างสรรค์กฎ กติกา ขึ้นมาใช้เพื่อพัฒนาพฤติกรรมของตัวเองให้ประณีตขึ้น หนึ่งในกระบวนการในการสร้างกฎ กติกาขึ้นมานั้น คือ ศาสนา ศาสนาเป็นหลักความคิดไปสู่ความเชื่อและศรัทธา เพื่อสอนให้มนุษย์รู้จักการจัดการพฤติกรรมของตัวเอง รู้จักกฎศีลธรรม เพื่อให้รู้จักการเคารพสิทธิของผู้อื่น และรู้จักตัวเอง ต่อระบบกฎของธรรมชาติ และสุดท้ายเป็นไปในการพัฒนาด้านจิตใจให้สูงขึ้นไปเพื่อเป็นอริยชน
                มนุษย์ส่วนมากนับถือศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจและดำเนินชีวิตตามศาสนวิถีนั้นๆ เช่น พระพุทธศาสนาเป็นหนึ่ง ศาสนาที่บ่มเพาะ สั่งสอน ให้มนุษย์รู้จักตัวเองและผู้อื่น เช่น สอนให้รู้จักความรัก ความเมตตาเป็นพื้นฐานและมีเป้าหมาย คือ สอนให้เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ที่ช่วยชี้แนะแนวทางให้ดำเนินไปสู่เป้าหมายสูงสุด ดังนั้น ความรักของศาสดา พระอรหันต์ ย่อมแตกต่างจากสามัญชนทั่วไป เพราะมีความรัก ความเมตตา ความกรุณาสูงสุด ความรักของท่านเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการครอบครอง หรือรักใคร่ในกามเพื่อตัวเอง หากแต่ต้องการให้ผู้ถูกรัก ดำเนินไปสู่จุดพัฒนาความรัก เหนือความรักและเหนือตัวเอง ซึ่งพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นความรักเชิงอุดมคติ
                        หากจะเทียบเอาตัวอย่างในทางสามัญชนวิถี จะพบกับบุคคลเหล่านี้อยู่ใกล้ๆ ตัว เช่น พระสงฆ์ ผู้ซึ่งทำหน้าที่เผยแผ่สั่งสอนประชาชน ให้มีคุณธรรม คือ ความเมตตา ความรัก ต่อประชาชนทั่วไป ให้เข้าใจชีวิตและหลักธรรมที่ทำให้เกิดความสุข ท่านมิได้มุ่งหมายเพื่อตัวเองหรือเพื่อครอบครองมวลชนใดๆ พ่อแม่ ก็เช่นกันท่านเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดครอบครัว ท่านมีความรัก ความเมตตาต่อลูกอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้น ท่านมีแต่ความปรารถนาอยากให้ลูกเป็นคนดีมีเกียรติในสังคม  ส่วนผู้ทำประโยชน์แก่ชุมชนหรือผู้มีจิตสาธารณ์ บุคคลเหล่านี้ ก็มีความรัก ความปรารถนาทำประโยชน์แก่คนอื่น มิใช่เพื่อตัวเอง
                บุคคลที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ล้วนอาศัยความรัก ความเมตตาในตัวเอง ไปผูกพัน มั่นหมายกับคนอื่น เพื่อลดอัตตาของตัวเอง มิได้วาดหวังประโยชน์ตอบแทน หรือหวังให้คนอื่นมารัก มาหลง แต่ทำไปเพื่อประโยชน์ของผู้คนทั้งหลายคือ ความสุขและประโยชน์สูงๆ ขึ้นไป
                ดังนั้น การที่มนุษย์อาศัยความรัก ตามสัญชาตญาณเดิม แล้วไปรักคนอื่น เพื่อผูกพัน จับจอง ครอบครองไว้แต่เพียงคนเดียว อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตใจเช่น เป็นทุกข์เพราะคิดถึงหรือห่วงหาคนอื่น หรืออาจถึงขั้นร้ายแรง ฆ่าแกงกันได้ การกระทำเช่นนี้ ไม่ได้ช่วยให้มนุษย์มีการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นหรือประณีตขึ้น หากนำเอาความรักที่ติดตัวมาแล้วนำมาปรับเปลี่ยนแบบพระศาสดา พระโพธิสัตว์ พระสงฆ์ พ่อแม่และคนทำประโยชน์ ที่ท่านเหล่านี้ มีรักและความเมตตาแก่มหาชน ย่อมจะสร้างสรรค์ความรักที่มีอยู่ในตนให้กว้างขึ้นและลดอัตตาตัวเองลงได้ มิใช่เอาตัวเองเป็นแกนกลางในการแสดงความรักออกมาและเรียกร้องเอาแต่ฝ่ายเดียว นี่คือ “การฝึกรัก หักอัตตา” ตัวเองลง         



                    “กายและใจ คือ แหล่งความรู้และการกระทำ”

     สิ่งมีชีวิตบนโลกที่มีคุณสมบัติในการพัฒนาตนเองจนเกิดความรู้ ไปสู่การวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดด้านสมองและมีคุณลักษณ์ด้านอารมณ์ที่พัฒนาไปสู่ความหมายว่า จิต ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมที่ดีงามลักษณะที่ว่านี้คือ คือ คุณสมบัติของมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สามารถสรรสร้างศักยภาพภายในตนออกมาให้เป็นผลงานอยู่บนโลก ซึ่งได้วิวัฒนาการที่ก้าวกระโดดไปไกลกว่าสัตว์ทั้งปวงในแง่ความสามารถ สติและปัญญา  มนุษย์ได้อาศัยศักยภาพด้านสมองและพฤติกรรมโดยสำแดงความสัมพันธ์ระหว่างกายและใจกับโลกภายนอก จนสามารถพบแหล่งวิทยาการของโลกคือ กายภาพและจิตภาพ ที่ทำงานร่วมกันอย่างละเอียดและประณีต จนนักวิทยาศาสตร์เองยังคงตามไม่ทัน ดังนั้น ร่างกายและจิตใจจึงเป็นแหล่งน่าศึกษาอย่างยิ่ง ส่วนพืชและสัตว์ทั่วไปนั้นยังคงไม่ทิ้งสัญชาตญาณเดิมและเส้นทางการดำเนินชีวิตตามบรรพบุรุษของตน

อะไรคือ ความสำคัญของร่างกายของมนุษย์ ตามหลักการพระพุทธศาสนาได้สอนว่า ชีวิตมิได้เกิดมาจากพระเจ้า แต่เกิดมาจากระบบกลไกของธรรมชาติที่จัดสรรเอง คือ เกิดมาจากธาตุต่างๆ ที่อยู่ภายในของโลกเองและอาศัยวิวัฒนาการในการปรับตัวเอง จนอยู่ในขั้นที่สมบูรณ์ ธาตุต่างๆ นั้น คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ ธาตุเหล่านี้เป็นธาตุที่ต่อต้านกันแต่อาศัยกัน เรียกว่า “รูป”  ซึ่งเป็นรูปร่างตัวตน เป็นวัตถุขึ้นมา แล้วผนวกกับธาตุอาศัยคือ เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ เรียกว่า “นาม” ซึ่งเป็นธาตุที่อาศัยธาตุวัตถุเกิด ทั้งหมดนี้เรียกว่า ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ทั้งธาตุและขันธ์นี้ทำงานร่วมกัน จึงเกิดระบบประสาทการรับรู้ทางร่างกายขึ้น โดยมีศูนย์กลางในการทำงานคือ สมอง ซึ่งสมองเป็นแหล่งรับรู้ข้อมูลและสั่งการให้เกิดการกระทำทางกายภาพออกมา เรียกว่า กิริยากรรม ต่อจากนั้น จึงเกิดผลหรือวิบากตามมา ซึ่งมีผลกระทบทางกายและทางจิตใจ การทำงานลักษณะที่ว่านี้ คือ ภาพกว้างของการทำงานของร่างกายและจิตใจ
การทำงานในลักษณะการรับรู้ของร่างกายเป็นกระบวนการที่ละเอียด ตามหลักพระพุทธศาสนากล่าวว่า การรับรู้เกิดมาจากอายตนะภายในและภายนอกกระทบกัน เช่น ตา มีระบบประสาทที่มองเห็นวัตถุ คือ รูปทรงต่างๆ เรียกว่า ผัสสะ (สัมผัส) แล้วจึงเกิดเวทนา (อารมณ์ ความรู้สึก) ขึ้น แล้วเกิดวิญญาณ (ความรู้) ขึ้น ผลทั้งหมดไปรวมกันที่ศูนย์กลางของข้อมูลคือ สมอง  ซึ่งเป็นแหล่งกลั่นกรอง ควบคุมและสั่งการ เราเรียกว่า “จิตใจ” เมื่อสมองได้ข้อมูลพร้อมและมากพอ จึงเกิดการทำงานในลักษณะสร้างสรรค์และปรุงแต่ง เรียกว่า “ความคิดหรือจินตนาการ” นี่คือ ระบบการทำงานอย่างตรงไปตรงมาของระบบร่างกาย แต่สมองผลิตข้อมูลเองไม่ได้และผลิตความชั่ว-ดีไม่ได้ ต้องอาศัยการปลูกฝังหรือบ่มเพาะมาจากสังคมหรือศาสนา นั่นหมายความว่า ต้องป้อนข้อมูลเข้าไป เพื่อให้สมองแยกแยะหรือตระหนักรู้อย่างสุขุมยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการคัดเลือกในการกระทำที่จะส่งผลเสียต่อสังคมและตัวเอง ยกตัวอย่าง เด็กที่เติบโตมาโดยไม่ได้ให้ข้อมูลด้านผิดและด้านถูกหรือดีหรือชั่ว เด็กจะมีพฤติกรรมตามธรรมชาติดั้งเดิมของตัวเอง คือ เอาแต่ใจ ไม่สนใจในกฎเกณฑ์ กติกาสังคมหรือคำสอนทางศาสนาใดๆ ในขณะเด็กที่เติบโตมาจากการป้อนข้อมูลด้านคุณธรรม สอนให้รู้จักความชั่ว ความดี เด็กจะลังเลหรือตระหนักถึงกฎ กติกา ข้อห้ามทางสังคมหรือศาสนา จะไม่เอาแต่ใจ แต่จะเคารพกฎข้อห้ามได้ นั่นหมายความว่า ความดี ความชั่ว ต้องได้รับการปลูกฝัง เพื่อให้สมองหรือจิตใจ เกิดการคัดสรรสิ่งที่ดีและไม่เกิดโทษแก่ตนและสังคม
การที่เด็กได้รับการปลูกฝังที่ดีเช่นนั้น จะกลายเป็นพื้นฐานที่ดีในการปรับพฤติกรรมและกระบวนการในการควบคุมจิตหรือฝึกจิตได้ในระดับที่พัฒนาขึ้นไปอีก เช่น การทำสมาธิ ความอดทน ความเพียร การรู้จักยับยั้งชั่งใจ  ซึ่งเป็นลักษณะที่สง่างาม สุขุม เยือกเย็น เหมือนผู้ใหญ่ ลักษณะนี้เองที่สังคมเมืองต้องการมาก ซึ่งสะท้อนไปถึงการวิวัฒนาการของมนุษย์ว่า สมองต้องได้รับข้อมูลมากพอ ต้องได้รับการปลูกฝังด้านคุณธรรมที่เหมาะสม จากนั้นสมองหรือจิตใจก็จะพัฒนาด้านต่างๆ ตามมา นอกจากนี้ ความละเอียดในการแสดงตัวตนออกมา พระพุทธศาสนาสอนไว้อย่างละเอียดคือ การกระทำที่มีเจตนาเป็นตัวกำหนดการกระทำนั้นๆ เพราะร่างกายของมนุษย์เบื้องต้นเป็นไปเพื่อการพัฒนาการด้านความเจริญเติบโต ในท่ามกลางเป็นไปเพื่อการสะสมข้อมูลหรือสหวิทยาการต่างๆ และในที่สุดเป็นไปเพื่อการควบคุมการกระทำให้อยู่ในกรอบ กติกาสังคมหรือศาสนา หากละเมิดกฎ หรือศีลธรรมก็จะส่งผลต่อทิศทางในการดำเนินชีวิตได้
ส่วนการกระทำลึกลับของมนุษย์คือ สมองหรือจิตใจ ซึ่งเป็นแหล่งในการเก็บข้อมูล จ่ายข้อมูล ตอบโต้แลกเปลี่ยน การคิด การปรุงแต่ง และการควบคุมพฤติกรรม สมองเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายไปพร้อมๆ กัน พระพุทธศาสนาจะสอนเน้นที่จิตใจเป็นหลัก จิตใจสำคัญอย่างไร หากมองไปที่ชีวิตใดชีวิตหนึ่ง เราจะพบร่างกายที่เป็นรูปทรงที่เรียกว่า มนุษย์ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นมนุษย์  ก็ต้องมองให้ลึกลงไปถึงภายใน เรียกว่า จิตใจ เพราะว่าจิตใจ คือ แหล่งรับรู้และแหล่งกระจายพลังงาน และสั่งการ คุณสมบัติต่างๆ ศักยภาพและความสามารถ อยู่ในสมองทั้งสิ้น จิตใจ คือ ที่ก่อเกิดพลังงาน ที่ก่อเกิดความคิด ปรุงแต่งและการสั่งการ ให้ร่างกายแสดงออกมาทางกายและวาจา จากภาพที่เราเห็นบุคคลนั้นๆ แสดงพฤติกรรมใดๆ ออกมา บางคนมีลักษณะเป็นคนดี บางคนเป็นคนชั่ว ซึ่งก็ยากที่สายตาเราจะมองทะลุไปถึงชั้นในได้
ดังนั้น จึงต้องศึกษาร่างกายคือ พฤติกรรมทางกายภาพ ทางวาจา ในเบื้องต้น จากนั้นค่อยศึกษาด้านจิตใจสืบไป นี่คือ ความสามารถของมนุษย์ที่เรียนรู้และพัฒนาตัวเองไปได้ดีกว่าสัตว์ เพราะมีขั้นตอนที่ละเอียดและมีเบ้าหลอมคือศีลธรรม เป็นเครื่องชี้นำว่า มนุษย์เป็นผู้สมบูรณ์หรือเป็นผู้พัฒนาตัวเองไปสู่การรู้ ตัวตนดีพอหรือยัง หากมนุษย์ไม่ศึกษาร่างกาย จิตใจ ของตนเองดีพอ ความรู้ ความเข้าใจในคำว่า มนุษย์ จะไม่สอดคล้องกับคำว่า เป็นมนุษย์ เพราะสุดท้ายเมื่อเราแก่ชรา ลาโลกไป สิ่งที่เหลือหรือหลักฐานที่ทิ้งไว้บนโลกคือ ความดีหรือผลงานที่เราสรรสร้างเอาไว้ โดยอาศัยร่างกายและจิตใจเป็นเครื่องกำเนิดกรรมดี ต่อคนรุ่นหลัง นี่คือ หลักฐานที่ชี้ว่า ครั้งหนึ่ง เราเคยเกิด เคยดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้มาก่อนเพราะมีหลักฐานทิ้งไว้ให้ชาวโลกได้ชื่นชมสรรเสริญ  สิ่งที่เหลือไว้จากการมีกายใจ คือ ประวัติศาสตร์บุคคล กระดูก รูปภาพ ที่อยู่ ที่อาศัย เชื้อชาติ ผลงานและผลกรรม
โดย ส. รนตภักดิ์ วัดเพลง ภาษีเจริญ กทม. ๒๕๕๖
ทำบุญ หนุนกุศล" อย่างไร?
      ๑) คติเรื่องบุญในพุทธกาล
      ๒) คำศัพท์ เรื่อง บุญ
      ๓) ที่เกิดของบุญ
      ๔) บุญในพุทธคติ
      ๕) บุญหนุนกุศล
๑) คติเรื่องบุญในพุทธกาล ความคิด ความเชื่อเรื่อง บุญมีมาตั้งแต่พุทธกาล และมีความขัดแย้งกันในลัทธิต่างๆ อิทธิพลความเชื่อก่อนและในครั้งพุทธกาลมาจากต้นแบบจากคัมภีร์พระเวท แต่บรรดาลัทธิทั้ง ๖ นั้น เชื่อตามพระเวทและไม่เชื่อในพระเวท เช่น ปุรณะกัสสปะ ที่มีคติว่า บุญ-บาปไม่มี อชิตเกสกัมพล เชื่อว่า บาป-บุญไม่มีอยู่จริง ปกุธกัจจายนะ มีความเชื่อว่า การกระทำบุญ-บาป ไม่มี เพราะสูญเปล่า ไม่มีผล ในขณะลัทธิของพุทธเจ้า เชื่อเรื่องบุญ- บาป และมีผลไม่สูญเปล่า  ความเชื่อดั้งเดิมเหล่านี้  สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันและดูเหมือนจะต่างจากอดีตมาก โดยเฉพาะบุญ ในพระพุทธศาสนา ที่เน้นบุญเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต จนแทบจะมองไม่เห็นจุดบอดของบุญหรือวิธีสร้างบุญ และหลักการทำบุญ  ทำให้ชาวไทยพุทธถูกมอมเมาบุญมากขึ้น เกิดความเห็นต่างกันด้วย เนื่องจากอิทธิพลของสื่อ  ของศาสนาที่โฆษณาเชื้อเชิญให้สร้างบุญ ทำบุญ เพื่อจะได้ร่ำรวย  ได้บุญ ได้กุศล เมื่อตายไปยังได้ขึ้นสวรรค์อีก เราจึงได้ยินคำศัพท์เรื่องบุญบ่อยๆ แต่ความหมายไม่ตรงตามจุดหมายของพุทธประสงค์
๒) คำศัพท์เรื่องบุญในชีวิตประจำวันเราได้รู้ ได้ยิน ได้อ่าน ได้ฟัง คำว่า บุญ จากสื่อ จากวัด จากพระสงฆ์ จากองค์กร และคนทั่วไป ที่กล่าวถึงคำนี้ คำว่า บุญมาจากคำว่า ปุญญะแปลว่า ชำระล้าง ทำให้เกิดขึ้น ทำให้ฟูขึ้น ความสุข เป็นชื่อความดี เป็นชื่อของงาน เป็นเรื่องอดีต เป็นลมหายใจ เป็นกริยาการสะสม ชีวิตของมนุษย์จึงเกี่ยวข้องกับบุญตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย คนโบราณสมัยก่อนมักจะตั้งชื่อลูกหลานจากคำว่า บุญ เช่น เกิดมาก็เพราะ บุญจึงตั้งชื่อว่า บุญเกิด บุญมาก บุญหลาย บุญมี บุญช่วย บุญรอด บุญอุ้ม บุญชู บุญเรือง บุญเลี้ยง ฯลฯ ถ้าหากเราหมดบุญก็จะเรียกว่า บุญทิ้ง บุญน้อย บุญหลง สิ้นบุญ หมดบุญ (ตาย)  นอกจากนี้ ยังมีคำที่มาคู่กับคำว่าบุญอีกเช่น บุญวาสนา บุญกุศล บุญปารมี บุญาธิการ บุญฤทธิ์ บุญนำกรรมแต่ง บุญตา บุญปาก ซึ่งก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายจริงๆ เพียงแต่คุ้นเคยมาจากคนอื่น
ดังนั้น จึงขอชี้แจงคำว่า บุญ ดังนี้ บุญเป็นชื่อเรียกความมี ความเป็น สภาวะที่เกิดขึ้นในใจ ที่ทำให้จิตใจฟูเฟื่อง อิ่มเอิบ พองโต เพราะดีใจ อิ่มใจ ปีติ ยังติดในผลจากการกระทำของตนและคนอื่นอยู่ โดยมีจุดหมายคือ ความสุข ความสบาย หรือเมื่อตายไปก็อยากไปสวรรค์ แต่พระพุทธศาสนาไม่หยุดแค่สวรรค์เท่านั้น เพราะยังไม่พ้นทุกข์หรือวัฏสงสาร  แต่อีกคำหนึ่งที่มาคู่กับบุญคือ คำว่า กุศล ที่แปลว่า ความฉลาด ที่ไม่มีโลภะ โทสะ และโมหะ ปัญญาก็จะค่อยกระจ่างขึ้นในชีวิต ที่จะเป็นเข็มทิศให้มีหลักไม่ซัดส่ายไหวไปมา จึงเกิดคำผสมกันขึ้นคือ บุญกุศล แปลความว่า ความดี ความสุข ปัญญา ที่จริงคำนี้ต้องแยกออกจากกัน แล้วบุญกุศลเกิดจากอะไร
๓) ที่เกิดของบุญบุญสามารถเกิดขึ้นได้หลายทางเช่น เดินไปเจอคนกำลังได้รับทุกข์แล้วช่วยเขา บริจาคข้าวของช่วยคนที่ประสบน้ำท่วม บริจาคเงินให้แก่สาธารณประโยชน์ ช่วยประกาศบอกบุญ หรือทำใจให้บริสุทธิ์ ก็เป็นบุญได้ บุญมีองค์ประกอบมี ๓ อย่างคือ มีใจที่บริสุทธิ์ มีสิ่งของที่บริสุทธิ์และอาศัยกิริยาทางกายภาพที่แสดงออก ส่วนในพระพุทธศาสนากล่าวถึงแหล่งเกิดบุญ ๑๐ อย่าง เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ บุญเป็นชื่อเรียกความดี ความสุข ความอิ่มใจ พอใจ เช่น ทำบุญแล้วสบายใจขึ้น กิริยาคือ อาการแสดงออกถึงการเกิดบุญ เช่น การขวนขวายช่วยเหลือกัน การบอกบุญ อนุโมทนาบุญ และวัตถุคือ ตัวกลางที่จะสร้างบุญ เช่น สิ่งของ ข้าวปลาอาหาร ปัจจัยสี่ อื่นๆ ซึ่งจะนำสุขหรือนำบุญมาให้  โดยทั่วไปรู้จักกัน ๓ อย่างคือ ทาน คือ การให้ การบริจาคสิ่งของให้คนอื่น เพื่อลดละ คลายความยึดมั่นในทรัพย์สินสมบัติที่ตนมีอยู่ ให้ธรรมคำสอน และให้อภัยเป็นต้น  ศีล คือ การรักษากิริยากาย กิริยาวาจา เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยหรือสงบเสงี่ยม สุภาพไม่แสดงความเสรีภาพเกินไป เคารพคนอื่น เป็นต้น และภาวนา คือ การอบรม ฝึกจิตตนให้รู้พฤติกรรมทางกาย วาจา ใจของตนให้ละเอียดมากขึ้น ก็จะนำมาซึ่งการรู้จักการควบคุมตนในการแสดงออกและรู้อย่างเท่าทันใจ ความรู้สึก นึกคิด ความอยาก ก็จะไม่หลงทำอะไรจนขาดการรู้ตัวเอง
ดังนั้น บุญหรือความสุขจะเกิดขึ้นมาจากการรู้จักการกระทำของตนรู้จักสิ่งของและรู้คนอื่นด้วยปัญญา ก็จะทำให้ผลการกระทำนั้น เกิดผลที่บริสุทธิ์และสุขใจได้ 
๔) บุญในพุทธคติในพระพุทธศาสนาได้กล่าวการทำบุญไว้ ๑๐ ประการคือ ให้ทาน รักษาศีล การอบรมจิต แสดงความอ่อนน้อม ช่วยเหลื้อเกื้อกูล  อุทิศแบ่งบุญ อนุโมทนา ฟังธรรม แสดงธรรมและทำความเห็นให้ถูกต้อง  แต่ชาวพุทธยังเน้นการให้ทานอยู่ และยังปรารถนาจากการทำบุญให้บังเกิดผลต่างๆ เช่น ให้ร่ำรวย ให้โชคดี ให้ได้ขึ้นสวรรค์ จนไม่รู้เป้าหมายที่แท้จริง จึงเป็นผู้เมาบุญหลงบุญไป หลวงพ่อพุทธทาส กล่าวถึง บุญไว้ว่า การทำบุญ ทำให้เกิดการฟูใจ อิ่มใจ มีความสุข เมื่อตายไปจะได้ขึ้นสวรรค์  การทำกุศล คือ การแผ้วถางความสุขให้โล่งเตียน เพื่อตัดการยึดติด เพื่อละปล่อยวาง ท่านเปรียบเหมือนการอาบน้ำ ๓ อย่าง คือ อาบน้ำโคน หมายถึง การทำบุญที่ใจไม่บริสุทธิ์ อาบน้ำหอม หมายถึง การทำบุญแล้วขอพรให้รวย ให้สุข อาบน้ำสะอาด หมายถึง การทำให้จิตว่าง ลดละกิเลสลงทำให้ใจสะอาด หลวงพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการกล่าวว่า  บุญมี ๒ อย่างคือ บุญนอก และบุญใน บุญนอก เปรียบเหมือนเปลือกผลไม้ หมายถึง ปัจจัยภายนอก อาศัยอาหารให้เจริญเติบโต  บุญใน เหมือนเนื้อผลไม้ หมายถึง การฝึกตน การบริหารตน การดัดตน ให้เกิดกุศล จนเกิดคุณค่าขึ้นมา เหมือนไม้ป่าที่เขานำมาดัดแล้วในตะกร้าวางขาย เพราะมาจากการฝึกดัดตนเอง  เช่นเรามาฝึกกาย วาจาใจ ตา หู  เท้า แขน ให้รู้การเดิน การกิน การพูด การดู การเคลื่อนไหว อย่างรู้เท่าทัน จนเกิดปัญญาในตัวเอง
๕) บุญหนุนกุศลการทำบุญเพื่อให้เกิดกุศลเป็นการทำบุญที่ตรงเป้าหมาย ตามหลักพระพุทธศาสนาจึงเรียกว่า บุญกุศล โดยมีหลักดังนี้
การทำบุญให้ถูกหลัก คือ การให้ทาน เพื่อมิให้ยึดติดในทรัพย์สินของตน เป็นการฝึกตนให้รู้จักการเสียสละ เป็นอุบายทำลายอัตตาตัวตน ส่วนการรักษาศีล หมายถึง การฝึกกาย วาจาตนให้รู้จักอยู่ในกรอบกฎสังคมศีลธรรม เคารพคนอื่น เพื่อมิให้ตนวุ่นวาย และใจไม่ฟุ้งซ่านในการกระทำของตน เมื่อใจไม่วุ่น ไม่ขุ่นมัว ก็จะมีโอกาสฝึกฝนจิตให้สงบเร็วขึ้น ส่วนภาวนา คือ การฝึกกาย ใจตนให้ละเอียด สุขุมยิ่งขึ้น จนภาวะจิตถึงภาวะเหนือกิเลส อันจะเป็นเหตุให้เกิดปัญญานั่นเอง อย่าประมาทในบุญ  คือ การทำบุญไม่ว่าทางใดก็ตาม ไม่ว่าเล็กน้อย หรือบุญในอดีต ปัจจุบัน ก็ให้ทำและสั่งสมบุญไปเรื่อยๆ อย่าประมาทในบุญ แต่เมื่อทำแล้วอย่าเมาบุญ อย่าหลงบุญ หรืออย่ากินบุญเก่า อย่าเมาบุญใหม่  เพราะชีวิตเมื่ออยู่ด้วยบุญก็ต้องอาศัยหล่อเลี้ยงตลอดไป รู้เป้าหมายบุญสูงสุด  ในพระพุทธศาสนาการทำบุญ มิใช่เพื่อร่ำรวย หรือขึ้นสวรรค์ แต่เป็นไปเพื่อคลายความยึดมั่นในตัวเองลง เมื่อทำแล้วก็ปล่อยให้บุญนั้นแสดงผลด้วยตัวมันเอง อย่าคาดหวังหรือรอคอยผล อนึ่ง การทำบุญก็เป็นอุบายในการบำบัดความต้องการของตน และช่วยพยุงให้จิตไม่เกิดความฟูเฟื่อง ไม่ตกหล่น ช่วยจรรโลงจิตให้อยู่กรอบศีลธรรมนั่นเอง เวลานั้นจิตใจก็จะมั่นคง นำไปสู่กุศลคือ ปัญญาตามมา เหมือนดั่งเจ้าพระยามหินทราศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) กล่าวว่า “บุญมา ปัญญาก็ช่วย ที่ป่วยก็หาย ที่หน่ายก็รัก บุญไม่มา  ปัญญาไม่ช่วย ที่ป่วยก็หนัก ที่รักก็หน่าย”
ดังนั้น คำว่า บุญ เกิดมาจากการให้ทาน การรักษาศีล กุศล และการภาวนา ส่วนกุศล เกิดมาจากบุญและปัญญา ซึ่งเกื้อกูลกันแต่แตกต่างกันในเป้าหมาย