วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555


                    “กายและใจ คือ แหล่งความรู้และการกระทำ”

     สิ่งมีชีวิตบนโลกที่มีคุณสมบัติในการพัฒนาตนเองจนเกิดความรู้ ไปสู่การวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดด้านสมองและมีคุณลักษณ์ด้านอารมณ์ที่พัฒนาไปสู่ความหมายว่า จิต ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมที่ดีงามลักษณะที่ว่านี้คือ คือ คุณสมบัติของมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สามารถสรรสร้างศักยภาพภายในตนออกมาให้เป็นผลงานอยู่บนโลก ซึ่งได้วิวัฒนาการที่ก้าวกระโดดไปไกลกว่าสัตว์ทั้งปวงในแง่ความสามารถ สติและปัญญา  มนุษย์ได้อาศัยศักยภาพด้านสมองและพฤติกรรมโดยสำแดงความสัมพันธ์ระหว่างกายและใจกับโลกภายนอก จนสามารถพบแหล่งวิทยาการของโลกคือ กายภาพและจิตภาพ ที่ทำงานร่วมกันอย่างละเอียดและประณีต จนนักวิทยาศาสตร์เองยังคงตามไม่ทัน ดังนั้น ร่างกายและจิตใจจึงเป็นแหล่งน่าศึกษาอย่างยิ่ง ส่วนพืชและสัตว์ทั่วไปนั้นยังคงไม่ทิ้งสัญชาตญาณเดิมและเส้นทางการดำเนินชีวิตตามบรรพบุรุษของตน

อะไรคือ ความสำคัญของร่างกายของมนุษย์ ตามหลักการพระพุทธศาสนาได้สอนว่า ชีวิตมิได้เกิดมาจากพระเจ้า แต่เกิดมาจากระบบกลไกของธรรมชาติที่จัดสรรเอง คือ เกิดมาจากธาตุต่างๆ ที่อยู่ภายในของโลกเองและอาศัยวิวัฒนาการในการปรับตัวเอง จนอยู่ในขั้นที่สมบูรณ์ ธาตุต่างๆ นั้น คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ ธาตุเหล่านี้เป็นธาตุที่ต่อต้านกันแต่อาศัยกัน เรียกว่า “รูป”  ซึ่งเป็นรูปร่างตัวตน เป็นวัตถุขึ้นมา แล้วผนวกกับธาตุอาศัยคือ เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ เรียกว่า “นาม” ซึ่งเป็นธาตุที่อาศัยธาตุวัตถุเกิด ทั้งหมดนี้เรียกว่า ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ทั้งธาตุและขันธ์นี้ทำงานร่วมกัน จึงเกิดระบบประสาทการรับรู้ทางร่างกายขึ้น โดยมีศูนย์กลางในการทำงานคือ สมอง ซึ่งสมองเป็นแหล่งรับรู้ข้อมูลและสั่งการให้เกิดการกระทำทางกายภาพออกมา เรียกว่า กิริยากรรม ต่อจากนั้น จึงเกิดผลหรือวิบากตามมา ซึ่งมีผลกระทบทางกายและทางจิตใจ การทำงานลักษณะที่ว่านี้ คือ ภาพกว้างของการทำงานของร่างกายและจิตใจ
การทำงานในลักษณะการรับรู้ของร่างกายเป็นกระบวนการที่ละเอียด ตามหลักพระพุทธศาสนากล่าวว่า การรับรู้เกิดมาจากอายตนะภายในและภายนอกกระทบกัน เช่น ตา มีระบบประสาทที่มองเห็นวัตถุ คือ รูปทรงต่างๆ เรียกว่า ผัสสะ (สัมผัส) แล้วจึงเกิดเวทนา (อารมณ์ ความรู้สึก) ขึ้น แล้วเกิดวิญญาณ (ความรู้) ขึ้น ผลทั้งหมดไปรวมกันที่ศูนย์กลางของข้อมูลคือ สมอง  ซึ่งเป็นแหล่งกลั่นกรอง ควบคุมและสั่งการ เราเรียกว่า “จิตใจ” เมื่อสมองได้ข้อมูลพร้อมและมากพอ จึงเกิดการทำงานในลักษณะสร้างสรรค์และปรุงแต่ง เรียกว่า “ความคิดหรือจินตนาการ” นี่คือ ระบบการทำงานอย่างตรงไปตรงมาของระบบร่างกาย แต่สมองผลิตข้อมูลเองไม่ได้และผลิตความชั่ว-ดีไม่ได้ ต้องอาศัยการปลูกฝังหรือบ่มเพาะมาจากสังคมหรือศาสนา นั่นหมายความว่า ต้องป้อนข้อมูลเข้าไป เพื่อให้สมองแยกแยะหรือตระหนักรู้อย่างสุขุมยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการคัดเลือกในการกระทำที่จะส่งผลเสียต่อสังคมและตัวเอง ยกตัวอย่าง เด็กที่เติบโตมาโดยไม่ได้ให้ข้อมูลด้านผิดและด้านถูกหรือดีหรือชั่ว เด็กจะมีพฤติกรรมตามธรรมชาติดั้งเดิมของตัวเอง คือ เอาแต่ใจ ไม่สนใจในกฎเกณฑ์ กติกาสังคมหรือคำสอนทางศาสนาใดๆ ในขณะเด็กที่เติบโตมาจากการป้อนข้อมูลด้านคุณธรรม สอนให้รู้จักความชั่ว ความดี เด็กจะลังเลหรือตระหนักถึงกฎ กติกา ข้อห้ามทางสังคมหรือศาสนา จะไม่เอาแต่ใจ แต่จะเคารพกฎข้อห้ามได้ นั่นหมายความว่า ความดี ความชั่ว ต้องได้รับการปลูกฝัง เพื่อให้สมองหรือจิตใจ เกิดการคัดสรรสิ่งที่ดีและไม่เกิดโทษแก่ตนและสังคม
การที่เด็กได้รับการปลูกฝังที่ดีเช่นนั้น จะกลายเป็นพื้นฐานที่ดีในการปรับพฤติกรรมและกระบวนการในการควบคุมจิตหรือฝึกจิตได้ในระดับที่พัฒนาขึ้นไปอีก เช่น การทำสมาธิ ความอดทน ความเพียร การรู้จักยับยั้งชั่งใจ  ซึ่งเป็นลักษณะที่สง่างาม สุขุม เยือกเย็น เหมือนผู้ใหญ่ ลักษณะนี้เองที่สังคมเมืองต้องการมาก ซึ่งสะท้อนไปถึงการวิวัฒนาการของมนุษย์ว่า สมองต้องได้รับข้อมูลมากพอ ต้องได้รับการปลูกฝังด้านคุณธรรมที่เหมาะสม จากนั้นสมองหรือจิตใจก็จะพัฒนาด้านต่างๆ ตามมา นอกจากนี้ ความละเอียดในการแสดงตัวตนออกมา พระพุทธศาสนาสอนไว้อย่างละเอียดคือ การกระทำที่มีเจตนาเป็นตัวกำหนดการกระทำนั้นๆ เพราะร่างกายของมนุษย์เบื้องต้นเป็นไปเพื่อการพัฒนาการด้านความเจริญเติบโต ในท่ามกลางเป็นไปเพื่อการสะสมข้อมูลหรือสหวิทยาการต่างๆ และในที่สุดเป็นไปเพื่อการควบคุมการกระทำให้อยู่ในกรอบ กติกาสังคมหรือศาสนา หากละเมิดกฎ หรือศีลธรรมก็จะส่งผลต่อทิศทางในการดำเนินชีวิตได้
ส่วนการกระทำลึกลับของมนุษย์คือ สมองหรือจิตใจ ซึ่งเป็นแหล่งในการเก็บข้อมูล จ่ายข้อมูล ตอบโต้แลกเปลี่ยน การคิด การปรุงแต่ง และการควบคุมพฤติกรรม สมองเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายไปพร้อมๆ กัน พระพุทธศาสนาจะสอนเน้นที่จิตใจเป็นหลัก จิตใจสำคัญอย่างไร หากมองไปที่ชีวิตใดชีวิตหนึ่ง เราจะพบร่างกายที่เป็นรูปทรงที่เรียกว่า มนุษย์ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นมนุษย์  ก็ต้องมองให้ลึกลงไปถึงภายใน เรียกว่า จิตใจ เพราะว่าจิตใจ คือ แหล่งรับรู้และแหล่งกระจายพลังงาน และสั่งการ คุณสมบัติต่างๆ ศักยภาพและความสามารถ อยู่ในสมองทั้งสิ้น จิตใจ คือ ที่ก่อเกิดพลังงาน ที่ก่อเกิดความคิด ปรุงแต่งและการสั่งการ ให้ร่างกายแสดงออกมาทางกายและวาจา จากภาพที่เราเห็นบุคคลนั้นๆ แสดงพฤติกรรมใดๆ ออกมา บางคนมีลักษณะเป็นคนดี บางคนเป็นคนชั่ว ซึ่งก็ยากที่สายตาเราจะมองทะลุไปถึงชั้นในได้
ดังนั้น จึงต้องศึกษาร่างกายคือ พฤติกรรมทางกายภาพ ทางวาจา ในเบื้องต้น จากนั้นค่อยศึกษาด้านจิตใจสืบไป นี่คือ ความสามารถของมนุษย์ที่เรียนรู้และพัฒนาตัวเองไปได้ดีกว่าสัตว์ เพราะมีขั้นตอนที่ละเอียดและมีเบ้าหลอมคือศีลธรรม เป็นเครื่องชี้นำว่า มนุษย์เป็นผู้สมบูรณ์หรือเป็นผู้พัฒนาตัวเองไปสู่การรู้ ตัวตนดีพอหรือยัง หากมนุษย์ไม่ศึกษาร่างกาย จิตใจ ของตนเองดีพอ ความรู้ ความเข้าใจในคำว่า มนุษย์ จะไม่สอดคล้องกับคำว่า เป็นมนุษย์ เพราะสุดท้ายเมื่อเราแก่ชรา ลาโลกไป สิ่งที่เหลือหรือหลักฐานที่ทิ้งไว้บนโลกคือ ความดีหรือผลงานที่เราสรรสร้างเอาไว้ โดยอาศัยร่างกายและจิตใจเป็นเครื่องกำเนิดกรรมดี ต่อคนรุ่นหลัง นี่คือ หลักฐานที่ชี้ว่า ครั้งหนึ่ง เราเคยเกิด เคยดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้มาก่อนเพราะมีหลักฐานทิ้งไว้ให้ชาวโลกได้ชื่นชมสรรเสริญ  สิ่งที่เหลือไว้จากการมีกายใจ คือ ประวัติศาสตร์บุคคล กระดูก รูปภาพ ที่อยู่ ที่อาศัย เชื้อชาติ ผลงานและผลกรรม
โดย ส. รนตภักดิ์ วัดเพลง ภาษีเจริญ กทม. ๒๕๕๖

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น